วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ภาพเก่าเล่าความหลัง

พ่อค้าเงินสด และพ่อค้าเงินเชื่อ
ภาพที่ผมนำมาประกอบข้อเขียนนี้ นับว่าเป็นภาพที่คลาสสิคมากๆ ตอนผมเป็นเด็กเห็นติดอยู่ตามร้านขายของชำทั่วไป แต่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายของภาพนี้มากนัก แต่ดูแล้วก็เห็นว่ามันแปลกดี เพราะในภาพมันสื่อความหมายของพ่อค้าสองคน ที่มีฐานะแตกต่างกันอย่างฟ้าและดิน
มาในวันนี้นักขายหรือนักการตลาดเห็นแล้วจะต้องชอบใจทันที เพราะมันสื่อความหมายของการขายได้อย่างชัดเจน ถ้าท่านเป็นนักขายเงินเชื่อหรือขายแบบปล่อยเครดิต ท่านจะต้องเป็นแบบพ่อค้าคนซ้ายมือในภาพ แต่ถ้าท่านเป็นนักขายเงินสด ก็จะเป็นแบบพ่อค้าคนขวามือในภาพ
ภาพนี้อาจจะเรียกว่าเป็นภาพอมตะในการขายก็ได้ ผมอยากทราบว่าใครเป็นคนเขียนภาพนี้นะ แต่อย่างไรก็ตามภาพนี้น่าจะมีอายุมาไม่น้อยกว่า 70-80 ปีแล้ว
ก่อนจะจบข้อเขียนนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆในห้องไร้สังกัด พันทิปคาเฟ่ www.pantip.com ที่กรุณาหาภาพนี้มาให้ ทั้งๆที่ผมไม่แน่ใจว่าจะมีคนเห็นภาพนี้ หรือเห็นแล้วแต่ก็นึกไม่ออกว่าจะเอาภาพนี้มาจากไหน

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เล่าความหลังเกี่ยวกับพ่อครับ

แม่น้ำท่าจีน
วันนี้เป็นวันพ่อแห่งชาติครับ
ขอเขียนอะไรเกี่ยวกับพ่อสักหน่อยนะ



พ่อผมท่านเป็นคนไทยเชื้อสายจีน(แต้จิ๋ว) เขียนภาษาไทยไม่ได้ เพราะไม่ได้เรียนหนังสือไทย ท่านเป็นคนที่ขยันในการทำมาหากิน เพราะถ้าไม่ขยันลูกเมียก็อดตายหมด เพราะมีลูกมากตั้ง 12 คน สมัยนั้นเมื่อประมาณ 70-80 ปีมาแล้วเขานิยมมีลูกมาก


บ้านเดิมของผม(ความจริงบ้านของพ่อ)อยู่ที่ บ้านบางม่วง ตำบลบางช้าง อำเภอสามพราน นครปฐม ประวัติการทำงานของพ่อจำมาจากพี่น้อง เพราะพ่อเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดมาก พี่น้องเล่าว่าพ่อเคยทำงานเป็นหลงจู๊(ผู้จัดการ)โรงสีข้าว แล้วเปลี่ยนมาเป็นคนกลางซื้อข้าวจากชาวนา มาขายให้กับโรงสี งานหนักและเหนื่อยมาก ต่อมาพ่อเปลี่ยนมาทำการประมงที่แม่น้ำท่าจีนหน้าบ้าน พูดง่ายๆก็คือการปักเสาไม้กลางลำแม่น้ำแล้วมีตาข่าย(เรียกตามประสาชาวบ้านว่า อวน) ขึงติดไว้เพื่อดักปลาต่างๆที่มาตามลำน้ำ สมัยนั้นน้ำในแม่น้ำยังใสและสะอาดไม่มีมลพิษเช่นวันนี้ ปลาที่ติดตาข่ายหรืออวนนั้นมีจำนวนมากแต่ละวัน นอกจากปลาหลากหลายชนิดแล้ว ยังมีปูน้ำจืดอีกด้วย


สมัยนั้นกรมประมงเขาควบคุมมิให้ทำการจับปลาตลอดปี โดยให้เว้นระยะเวลาประมาณสามสี่เดือน (ประมาณเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม) โดยอ้างว่าเพื่อให้ปลาวางไข่ แต่ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่รู้ พ่อผมก็เดือดร้อนเพราะไม่มีรายได้จากการขายปลา


ตอนนี้แหละพ่อแสดงอัจฉริยะทางด้านความคิดให้ผมประจักษ์ ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 1 โรงเรียนนาคประสิทธิ์ ใกล้กับตลาดสามพราน พ่อให้ผมเขียนหนังสือร้องเรียนไปยังกรมประมง โดยพ่อเป็นคนบอกให้ผมเขียน คล้ายๆกับผมทำหน้าที่เป็นเลขาให้พ่อ ผมยังจำได้จนวันนี้ถึงสำนวนการร้องเรียนของพ่อที่ให้ผมเขียน มีเหตุผลและหลักการที่น่าเชื่อถือ จนกรมประมงอนุมัติให้งดเว้นการจับปลาจากจำนวนสี่เดือนเหลือเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น


พ่อทำมาหากินโดยสุจริตจนมีหลักฐานมั่นคง(ร่ำรวยพอสมควร) เป็นที่นับหน้าถือตาจากผู้คนทั่วไป เขาพากันเรียกพ่อว่า "เถ้าแก่" แสดงถึงฐานะและความน่าเชื่อถือที่ดียิ่ง เวลาผมไปไหนถ้ามีคนถามว่า "เอ็งเป็นลูกใคร?" ถ้าผมตอบว่าเป็นลูกเถ้าแก่....เป็นอันยอมรับกัน ขนาดเชื่อขนมตามตลาดร้านค้ากินได้นั่นแหละ แต่ผมก็ไม่เคยประพฤตินะเพราะกลัวพ่อจะทำโทษเอา


พ่อมีร้านค้าของชำด้วย (ร้านโชห่วย) แถมให้ชาวนาชาวบ้านในหมู่บ้านมาซื้อเชื่อได้ เคยมีชาวนาซื้อสินค้าแล้วไม่มีเงินจ่าย จะเอาโฉนดที่ดินมาจ่ายแทนพ่อก็ไม่เอา จนยอมอ้อนวอนจากชาวนาบางคนไม่ได้ ยินดีรับโอนที่ดินมาบ้างจำนวน 80-90 ไร่ พ่อบอกว่าไม่เอาที่ดินเพราะขี้เกียจไปจ่ายภาษีที่ดิน ท่านเชื่อใหมที่ดินที่พ่อรับไว้จากชาวนาในสมัยนั้น วันนี้เขาซื้อขายกันไร่ละ 2-3 ล้านบาท


ถ้ารู้อย่างนี้สงสัยพ่อคงไม่อยากปฏิเสธนะ แต่นั่นมันเมื่อ 70-80 ปีมาแล้วนะ ที่ดินตารางวาละไม่กี่บาทในสมัยนั้น


คิดถึงพ่อเลยเอาเรื่องเกี่ยวกับท่านมาเล่าซะหน่อย พอให้หายคิดถึงครับ....

วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

"ผมไม่ยินดีที่จะตาย แต่พร้อมที่จะตาย" ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร

ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร

ในบรรดาพิธีกรชายในวงการ ทีวี บ้านเรา ผมชื่นชมและติดตามผลงานของ ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร มาตลอด นับตั้งแต่ท่านเป็นพิธีกรคู่กับ คุณตุ้ม ผุสชา โทณะวณิก รายการ "จันทร์กระพริบ" มาจนรายการ "คนค้นคน" วันนี้เพื่อเป็นการรำลึกถึงท่าน ผมจึงขอเสนอภาพถ่ายของท่านจากบทสัมภาษณ์สุดท้ายของท่าน โดย สกุณา ประยูรศุข คอลัมน์ "มติชนสุขสรรค์







วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2552

ผู้ก่อตั้งชมรม "นักธุรกิจหนุ่ม" จัดทำเว็บไซต์ " สโมสรนักขาย"


มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายไพบูลย์ สำราญภูติ ผู้ก่อตั้งชมรม "นักธุรกิจหนุ่ม" เมือประมาณ พ.ศ. 2518 ได้ร่วมกับนักการตลาดและนักขายในวงการธุรกิจวันนี้ เตรียมเปิดตัวเว็บไซต์ใหม่ในนาม "สโมสรนักขาย" หรือ Sales Executive Club.net ( SEC.net)
เว็บไซต์ใหม่นี้จะเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจ บทความ ข่าวสารเกี่ยวกับวงการขายทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการฝึกอบรมและสัมมนาเกี่ยวกับการขาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ที่เริ่มเข้ามาในวงการนักขาย หรือแม้ผู้ที่ทำงานด้านนี้มาก่อนก็ตาม
เพราะวันนี้เป็นยุคของข้อมูลข่าวสาร หากใครตามไม่ทันก็จะล้าหลังผู้อื่นหรือคู่แข่งที่กำลังก้าวไปข้างหน้าทุกวัน โปรดติดตามข่าวคืบหน้าต่อไป




วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ขอถวายความอาลัยและส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ปลายสัปดาห์นี้ปวงชนชาวไทยทุกเพศทุกวัย (14-16 พ.ย.)
จะพร้อมใจกันถวายความอาลัย และส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย ณ มณฑลพิธีพระเมรุท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ ทางกทม.ได้จัดซุ้มสำหรับถวายดอกไม่จันทน์สำหรับประชาชนที่ไปร่วมพิธี ณ ท้องสนามหลวง จำนวน 8 ซุ้ม
และให้วัดต่างๆจำนวน 46 วัดใน กทม.จัดสถานที่สำหรับถวายดอกไม้จันทน์ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถจะไปร่วมพิธีที่ท้องสนามหลวงได้

ส่วนต่างจังหวัดก็ให้หน่วยราชการในจังหวัดต่างๆ จัดสถานที่สำหรับถวายดอกไม้จันทน์เช่นกัน
ทั้งนี้การถวายดอกไม้จันทน์จะกระทำพิธีเหมือนกันทุกแห่งตามที่สำนักพระราชวังกำหนดไว้

ขอถวายความอาลัย และส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย...

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เมืองไทยวันนี้...ไม่มีคำว่าสยามเมืองยิ้มอีกแล้ว

แต่ไหนแต่ไรมาประเทศไทยได้รับสมญานามจากทั่วโลกว่า "สยามเมืองยิ้ม"
แต่วันนี้จะไม่มีสมญานามดังกล่าวอีกแล้ว
เพราะคนไทยเริ่มจะยิ้มไม่ออกขึ้นทุกที คนไทยวันนี้มีความสับสนไม่แน่ใจในเหตุการณ์บ้านเมืองของตนเอง และไม่แน่ใจว่าควรจะเชื่อใคร ฝ่ายไหน เพราะมองไปทางไหนล้วนแต่มีบรรยากาศของความคิดที่แตกต่าง ความแตกแยกกำลังคุกคามจิตใจของคนไทยวันนี้อย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะคุยกันในวงแคบหรือวงกว้าง ล้วนแต่มีความคิดที่ไม่ลงรอยกันทั้งสิ้น
ในระดับครอบครัวเกือบจะทุกชนชั้น สมาชิกในบ้านถ้าหากจะพูดเรื่องการเมือง ก็มักจะมีแนวคิดที่ไม่ลงรอยกันมากขึ้น พ่อบ้านยืนกรานตามนโยบายของ พธม. แม่บ้านบางครอบครัวก็เห็นด้วย ลูกๆก็พะว้าพะวงเพราะไม่แน่ใจว่าจะยืนอยู่ข้างพ่อหรือข้างแม่ดี นับเป็นวิกฤติการความแตกร้าวในระบบครอบครัวที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
แม้กระทั่งการสวมเสื้อจะไปธุระข้างนอก ก็ต้องเลือกสีเสื้อให้ดี ว่าจะสวมเสื้อสีเหลืองหรือสีแดงดี ไม่ใช่เชื่อเรื่องโชคลางอะไรหรอก เพราะหากสวมเสื้อผิดสีหรือไปผิดที่ผิดทาง ก็อาจจะได้รับอันตรายได้
แล้วอย่างนี้คนไทยวันนี้จะยิ้มออกได้ยังไง? ใครรู้ช่วยตอบทีนะ

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2551

พัฒนาการเขียนบล็อก

วันนี้ผมมีความรู้สึกว่าการเขียนบล็อกเริ่มจะอิ่มตัวแล้ว เพราะผมได้พัฒนาการเขียนบล็อกมาตามลำดับ เช่น การใส่ภาพประกอบข้อเขียนในบล็อก การเพิ่มรูปแบบและสีสันของบล็อก สุดท้ายนี้ผมเพิ่มเสียงเพลงลงในบล็อกแล้ว

การเขียนบล็อกสำหรับบางคนอาจจะมองว่าไม่น่าสนใจ เขียนไปทำไม จะมีคนอ่านหรือ?

ผมจะไม่ตอบคำถามเหล่านี้อีกละครับ เพราะเคยตอบให้กับเพื่อนๆที่สนิทกันไปหลายคนหลายครั้งแล้ว และก็ไม่ทราบว่าเขาเหล่านั้นจะเข้าใจในคำตอบหรือไม่

แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังมีความเชื่อมั่นเป็นการส่วนตัวอย่างมั่นคงว่า การเขียนบล็อกนั้นมีประโยชน์แน่ๆ มิเช่นนั้นคงจะไม่มีคนนิยมกันทั่วโลกหรอกครับ เกือบทุกเว็บไซต์ในโลกที่เป็นเว็บไซต์สาธารณะ มักจะมีเนื้อที่ให้สมาชิกเขียนบล็อก โดยเฉพาะในประเทศไทยเราก็มีเว็บไซต์ ที่มีเนื้อที่สำหรับสมาชิกเขียนบล็อกกันเกือบจะทุกเว็บไซต์แล้ว

ถ้าท่านยังไม่มีบล็อกสำหรับเขียนแล้ว เริ่มต้นวันนี้ก็ยังไม่สายครับ

สมัครเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์ที่ท่านสนใจ แล้วเริ่มต้นสร้างบล็อกในรูปแบบที่ท่านสนใจ แล้วเขียนเรื่องที่ท่านสนใจจะเขียน แต่ต้องสามารถเผยแพร่ต่อสาธารณะได้นะครับ

แล้วท่านจะมีความสุขใจทุกครั้งที่ท่านเขียนบล็อก เริ่มกันวันนี้เลยนะครับ